21/09/2021

แนะนำเว็บดู movie free online หนังเต็มเรื่อง

รีวิวเว็บดูหนังใหม่ชนโรง 2020 เว็บดูหนังออนไลน์ ฟรี HD ชัด เต็มเรื่อง มาสเตอร์ พากย์ไทย ซาวด์แทร็ก ซับไทย รวมหนังมาแรง หนังซูม หนังดี หนังมันๆ ดูซีรี่ย์บนมือถือ อัพเดตทุกวัน

ด่วน ศาลฎีกา แก้โทษ “คุณลุงวิศวะ” จำคุก 3 ปี 4 เดือน รอคอยการลงโทษ 3 ปี

ศาลฎีกาอ่านคำตัดสินลับหลัง ชี้ขาดแก้โทษ “ลุงวิศวะ” จำคุก 3 ปี 4 เดือน ให้รอการลงโทษไว้ 3 ปี คุมความประพฤติ 2 ปี รายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ ทุก 3 เดือน

กรณี เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 12 เดือนพฤษภาคม 2564 ก่อนหน้าที่ผ่านมา ที่ศาลจังหวัดชลบุรี ศาลได้นัดหมายอ่านคำตัดสินในชั้นศาลฎีกา คดีที่ นายสุเทพ โภชนสมบูรณ์ อายุ 56 ปี วิศวกรบริษัทฯ เป็นเชลยในความผิดฐานพกอาวุธปืนไปในที่ชุมชนโดยไม่มีเหตุอันควรจะ และความผิดฐานฆ่าคนอื่นโดยเจตนา โดยก่อเหตุยิง นายนวพล ผึ่งผาย หรือปอนด์ อายุ 17 ปี จากเหตุวิวาทเรื่องที่จอดรถ เหตุกำเนิดใกล้ตลาดอ่างศิลา จ.ชลบุรี เมื่อค่ำวันที่ 4 ก.พ. 2560 ซึ่งคดีนี้ ศาลอุทธรณ์ชี้ขาดว่า เชลยมีความผิดฐานฆ่าคนอื่นโดยเจตนา จำคุก 15 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสาม คงจำคุก 10 ปี ฐานพาอาวุธปืนฯ ปรับ 4,000 บาท ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงปรับ 2,000 บาท รวมจำคุก 10 ปี และปรับ 2,000 บาท ให้เชลยใช้ค่าสินไหมทดแทน 340,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตั้งแต่แมื่อวันยื่นคำร้องขอเป็นต้นไป ตราบจนกระทั่งจะจ่ายเสร็จแก่ผู้ร้อง

โดย นายวันชัย แสงสุวรรณ์ ทนายความฝ่ายคนเสียชีวิต ได้เป็นตัวแทนฝ่ายโจทย์ผู้เสียหาย เดินทางมารับฟังคำตัดสินศาลฎีกา ในเวลา 09.40 น. โดยผู้พิพากษาท่านได้รออีกทั้งเชลยและทนายความฝ่ายเชลย กระทั่งเวลาล่วงไปเกือบจะ 10.30 น. ไม่มีวี่แววว่าเชลยและทนายความฝ่ายเชลย จะเดินทางมาตามนัด และมีทีท่าจะติดต่อกลับมา ทางผู้พิพากษา จึงทำตามกระบวนการตามกฎหมายเป็น สั่งยึดยึดประกันปริมาณ 874,000 บาท พร้อมออกหมายจับ นายสุเทพ โภชนสมบูรณ์ หรือ ลุงวิศวะ โดยภายใน 1 เดือนถ้าหากจับตัวได้ก็จะควบคุมตัวมาฟังคำตัดสิน แต่ว่าถ้าหากยังตามจับตัวมิได้ ก็จะอ่านคำตัดสินลับหลัง ในวันที่ 17 เดือนมิถุนายน นั้น

ความคืบหน้าเมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 17 เดือนมิถุนายน 2564 ที่ศาลจังหวัดชลบุรี ศาลได้นัดหมายอ่านคำตัดสินศาลฎีกา ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3544 / 2561 ระหว่าง พนักงานอัยการจังหวัดชลบุรี โจทก์ นางสาวมณีพร ผึ้งผาย โจทก์ร่วม นายสุเทพ โภชนสมบูรณ์ เชลย คดีสืบไปมาจากเมื่อวันที่ 4 เดือนกันยายน 2560 พนักงานอัยการจังหวัดชลบุรี เป็นโจทก์ฟ้อง นายสุเทพ โภชนสมบูรณ์ เป็นเชลย ในความผิดฐานฆ่าคนอื่นโดยเจตนา พาอาวุธปืนประจำตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือถนนสาธารณะ โดยไม่มีเหตุควรและโดยมิได้รับใบอนุญาต จากกรณีที่เชลยใช้อาวุธปืนยิงนายนวพลหรือปอนด์ ผึ้งผาย ถึงแก่ความตาย เหตุกำเนิดเมื่อวันที่ 4 ก.พ. 2560 ที่บริเวณแยกครกใหญ่ ตำบลอ่างศิลา อำเภอเมืองชลบุรี จังหวัดชลบุรี หรือเป็นที่ทราบกันโดยปกติว่า “คดีลุงวิศวะยิงเด็กนักเรียน ม.4” ซึ่งเชลยให้การรับสารภาพในความผิดฐานพาอาวุธปืนฯ ส่วนความผิดฐานฆ่าคนอื่นโดยเจตนา เชลยให้การต่อสู้อ้างเหตุคุ้มครองป้องกัน

ศาลชั้นตันมีคำตัดสินว่า เชลยมีความผิดฐานพาอาวุธปืนฯ และฆ่าคนอื่นโดยเจตนาตามฟ้อง ฐานฆ่าคนอื่นโดยเจตนา จำคุก 15 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสาม คงจำคุก 10 ปี ฐานพาอาวุธปืนฯ ปรับ 4,000 บาท ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงปรับ 2,000 บาท รวมจำคุก 10 ปี และปรับ 2,000 บาท ยกคำเรียกร้องร่วมเป็นโจทก์ของผู้ร้อง ให้เชลยใช้ค่าสินไหมทดแทนปริมาณ 340,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันยื่นคำร้องขอเป็นต้นไปตราบจนกระทั่งจะจ่ายเสร็จแก่ผู้ร้องโจทก์และเชลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ชี้ขาดยืนเชลยศาลฎีกาศาลฎีกาไตร่ตรองแล้ว เห็นว่า สาเหตุคดีเริ่มเมื่อพวกของผู้เสียชีวิตหยุดรถยนต์ตู้ซ้อนคันกับรถยนต์ของเชลย โดยมิได้พึงพอใจว่ารถยนต์ของเชลยที่หยุดขอบฟุตปาทจะออกไปได้ไหม เมื่อภริยาเชลยบอกกล่าวว่ารถยนต์ของเชลยกำลังจะออก แต่ว่าพวกของผู้เสียชีวิตไม่ขยับให้ กลับบอกให้รอก่อน การหยุดรถซ้อนคันกีดกั้นออกถนนหนทางของรถยนต์คันอื่น อีกทั้งมิยอมรีบขยับรถให้รถคันที่ตนหยุดขวางอยู่ออกไปได้ มิใช่เรื่องที่คนธรรมดาทั่วไปปฏิบัติกัน เหตุแบบนี้ คนธรรมดาทั่วไปไม่ว่าใครก็ตามพบเจอ ย่อมจะต้องรู้สึกโกรธเป็นปกติ เชลยกล่าวถ้อยคำไม่สุภาพหลายครา แต่ว่ามีเพียงแต่ถ้อยคำเดียวที่พวกของผู้เสียชีวิตได้ยินก่อนจะพากันขึ้นรถยนต์ตู้ไป ส่วนถ้อยคำไม่สุภาพอื่นเชลยแถลงการณ์ในรถยนต์ของตน ไม่น่าเชื่อว่าจะมีผลให้พวกของผู้เสียชีวิตรู้สึกว่าต้องเอาการกับเชลย อีกทั้งเหตุที่เกิดขึ้นเพียงแต่ทำให้เชลยเสียเวลาไปบ้างน้อย จึงมิใช่เรื่องสำคัญโตถึงกับขนาดจะต้องฆ่ากัน เชื่อได้ว่า เวลาที่รถยนต์ของทั้งสองฝ่ายเคลื่อนออกมาจากบริเวณหน้าร้านขายอาหารทะเลแห้ง ทั้งสองฝ่ายมิได้มีความคิดที่จะเอาการอีกฝ่ายเนื่องจากเหตุจากการมีปากเสียงกัน ส่วนเหตุระหว่างทางตั้งแต่รถยนต์ของทั้งสองฝ่ายออกมาจากร้านขายอาหารทะเลแห้ง จนถึงเวลาก่อนที่จะถึงแยกครกใหญ่ พวกของผู้เสียชีวิตเพียงแต่เปิดไฟสูงใส่เชลย มิได้ขับแข่งขัน ขับแซง หรือตัดหน้า ทั้งที่อยู่ในวิสัยที่สามารถปฏิบัติได้โดยง่าย ส่วนฝ่ายเชลย การกระทำภายในรถบ่งบอกถึงได้ว่า หลังจากออกมาจากหน้าร้านขายอาหารทะเลแห้งไม่นาน เชลยและภริยาต่างระงับความโกรธเคืองได้และเกรงว่าจะถูกฝ่ายผู้เสียชีวิตทำร้าย จึงมีความคิดจะไปขอความช่วยเหลือจากเจ้าพนักงานตำรวจหรือบุคคลอื่น เมื่อรถยนต์ของทั้งสองฝ่ายไปถึงแยกครกใหญ่ เชลยไม่ได้ขับรถตัดหน้ารถพวกของผู้เสียชีวิตเพื่อไปหยุดรถที่ขอบฟุตปาท และไม่ได้มีการกระทำยุให้คนในกลุ่มผู้เสียชีวิตมาวิวาทต่อสู้กันอีก เมื่อมีคนในกลุ่มของผู้เสียชีวิตคนไม่ใช่น้อยอยู่ล้อมรอบรถยนต์ของเชลย ผู้เสียชีวิตลอดศีรษะเข้ามาในรถยนต์ของเชลย บอกด้วยน้ำเสียงเกรี้ยวกราดว่า “มึงจะรบไม่” หลายครา และมีความน่าจะเป็นสูงที่ผู้เสียชีวิตจะเข้ามาทำร้ายเชลยในชั่วเวลาอีกไม่นาน ขณะเดียวกันเชลยยังถูกพวกของผู้เสียชีวิตชกจากทางด้านหลัง ย่อมถือได้ว่าเป็นอันตรายซึ่งมีต้นเหตุจากการทำร้ายอันละเมิดต่อข้อบังคับและเป็นภยันตรายที่ใกล้จะเกิดขึ้นแก่ชีวิตและร่างกายของเชลยแล้ว ประกอบกับเชลยนั่งอยู่ที่ที่นั่งผู้ขับอันเป็นการอยู่ในที่จำกัดและเคลื่อนร่างกายได้ยาก การที่เชลยใช้อาวุธปืนยิงออกไป จึงเป็นทางเดียวที่จะให้เชลยพ้นจากการถูกทำร้าย โดยผู้เสียชีวิตและพวกได ถือได้ว่าความประพฤติปฏิบัติของเชลยเป็นการปฏิบัติเพื่อคุ้มครองป้องกันตนให้พ้นภยันตรายที่เกิดจากการทำร้ายอันละเมิดต่อข้อบังคับและเป็นภยันตรายที่ใกล้จะถึง แต่ว่าเมื่อเชลยมองเห็นอยู่แล้วว่าผู้เสียชีวิตและพวกไม่มีอาวุธ ถ้าหากเชลยเพียงแต่พกอาวุธออกมาขู่ว่าจะยิง หรือยิงออกไปโดยไม่จำเป็นจะต้องให้ถูกผู้เสียชีวิตหรือยิงไปที่อวัยวะอื่นที่ไม่สำคัญของผู้เสียชีวิต ก็ย่อมพอเพียงที่จะยั้งมีให้ผู้เสียชีวิตและพวกเขามาทำร้ายได้แล้ว แต่ว่าเชลยกลับใช้อาวุธที่อกซ้ายของผู้เสียชีวิต แม้ยิงเพียงแต่นัดหมายเดียวก็ไม่เป็นการได้สัดส่วนกับภยันตรายที่เกิดขึ้นหรือบางทีอาจเกิดขึ้นความประพฤติปฏิบัติของเชลยจึงเป็นความไม่ถูกฐานฆ่าคนอื่นโดยคุ้มครองป้องกันเกินควรแก่เหตุ ไม่ปรากฏว่าเชลยเคยถูกทำโทษจำคุกมาก่อน เหตุคดีนี้มีต้นเหตุจากฝ่ายผู้เสียชีวิตหยุดรถยนต์กีดกั้นรถยนต์ของเชลยกระทั่งเหตุขยายบานปลาย อันเป็นความผิดของฝ่ายผู้เสียชีวิตด้วยส่วนหนึ่งส่วนใด การรอคอยการลงโทษให้แก่เชลยน่าจะเป็นผลดีแก่เชลยและสังคมสาธารณะมากยิ่งกว่าการลงโทษจำคุกไปเสียทีเดียว

ชี้ขาดแก้เป็นว่า ฐานฆ่าคนอื่นโดยคุ้มครองป้องกันเกินควรแก่เหตุ จำคุก 5 ปี ลดโทษหนึ่งในสาม คงจำคุก 3 ปี 4 เดือน เมื่อรวมกับโทษในความผิดฐานพาอาวุธปืนฯ แล้ว รวมจำคุก 3 ปี 4 เดือน และปรับ 2,000 บาท โทษจำตารางให้รอการลงโทษไว้ 3 ปี คุมความประพฤติ 2 ปี รายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 3 เดือน ให้เชลยไปเข้ารับการฝึกอบรมที่เกี่ยวกับการหยุดควบคุมสติที่เกิดจากการใช้รถใช้ถนนหนทางและให้ทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์มีกำหนด 30 ชั่วโมง

โดยทางฝ่ายทนายความและมารดาของผู้เสียชีวิต ได้เปิดเผยข้างหลังฟังคำตัดสินว่า ก็ไม่มีอะไรแล้ว มันนานมาแล้วก็เห็นด้วยคำพิพากษาของศาล ส่วนทางแพ่งก็ดังเดิม เขาจะต้องมาใช้ และวันนี้คำตัดสินก็เป็นไปตามที่ศาลท่านตรึกตรอง เชลยไม่มาก็มีการปรับไปแล้ว ส่วนทางแพ่งก็รอดูเขาว่าจะมาใช้เมื่อไร เพื่อเป็นไปตามอำนาจศาล