August 9, 2020

Avenger 4 กล่าวสรุปอย่างท้อถอย เหล่าซูเปอร์ฮีโร่

อเวนเจอร์ 4

Avengers: Endgame เป็นตอนต่อโดยตรงจาก Avengers: Infinity War (2018) สิ่งที่อนุมานได้อย่างไม่ยากเย็นก็คือ ภารกิจสำคัญของหนังเรื่อง Avengers: Endgame ย่อมหนีไม่พ้นการถักต่อรายละเอียดของตอนก่อนหน้าที่จบลงอย่างจำพวกที่เกือบจะไม่หลงเหลือความมุ่งมาดใดๆก็ตามให้กับผู้ชม

อเวนเจอร์ 4 กล่าวสรุปอย่างย่อย่น เหล่าซูเปอร์วีรบุรุษทั้งทีมอเวนเจอร์สแล้วก็กลุ่มกัปตันอเมริกา (ซึ่งแตกกันในเชิงอุดมการณ์ในตอน Captain America: Civil War) ลงเอยด้วยความปราชัยอย่างหมดรูป หัวหน้าทีมอย่าง โทนี สตาร์ก กำลังพบเจอวาระสุดท้ายของตนนอกโลก แม่ทัพนายกองคนไม่ใช่น้อยจำเป็นต้องเปลี่ยนภาวะเป็นเถ้าถ่านผง เนื่องจากว่าพลังจากการ ‘ดีดนิ้ว’ ของ ธานอส จอมคนร้ายผู้ครอบครองถุงมือมหาประลัย ซึ่งตกแต่งไว้ด้วยอัญมณีครองโลกอีกทั้ง 6 ก้อน หรือถ้าหากจะบอกให้ครบ ไม่ใช่เพียงแค่เหล่าซูเปอร์วีรบุรุษราวครึ่งค่อนที่มอดม้วยมรณา แต่กึ่งหนึ่งของทุกๆชีวิตในระบบกาแล็กซีก็จำเป็นต้องพลอยล้มหายตายจากไปด้วย จากแนวนโยบายอันใจยักษ์แล้วก็ไร้มนุษยธรรมของจอมเผด็จการธานอส ผู้ซึ่งเห็นว่านั่นเป็นแนวทางเดียวที่จะพิทักษ์รักษาให้จักรวาลกลับคืนสู่ความสมดุลแล้วก็อยู่รอด

เอาง่ายๆในทางของการเล่าเรื่อง Avengers: Endgame เป็นไปไม่ได้เลือกมากสักเท่าไรนัก เว้นแต่เก็บส่วนประกอบที่หักพังแล้วก็ร้าวฉานจากภาคก่อนหน้า แล้วก็ค่อยๆเอามาประสานให้เข้าที่ แล้วก็ในขณะการเริ่มต้นกล่าวถึงรายละเอียดของหนังเรื่อง Avengers: Endgame สุ่มมีโอกาสเสี่ยงต่อข้อกล่าวหาว่าเฉลยคำตอบปมหรือจุดหักเหสำคัญของเรื่อง ว่ากันตามจริง แท็กติกแล้วก็กรรมวิธีการที่คนทำหนังพาเหล่าผู้แสดงออกไปจากมุมอับในช่วงท้ายของตอนก่อนหน้า แล้วก็เป็นจุดเริ่มต้นของในตอนนี้ เว้นแต่ไม่ได้เป็นของแปลกใหม่ ยังเป็นลูกเล่นเดียวกันกับหนังเกรดบีแนว Cliffhanger ในช่วงทศวรรษ 1950 ไม่มีผิดเพี้ยน

หรือเจาะจงให้แจ้งชัดอีกนิด จุดเริ่มต้นรายละเอียดของ Avengers: Endgame ไม่ได้มีสถานะเป็นความลับเท่ากับเซอร์ไพรส์ ซึ่งว่าไปแล้วผู้ผลิตก็ทิ้งประเด็นเอาไว้ภายใน End Credit ของตอนที่แล้วพอเหมาะพอควร แล้วก็น่าเชื่อว่าไม่ได้เกิดเรื่องเหนือความคาดหมายสำหรับเหล่าสาวกมาร์เวลสักเยอะแค่ไหน แต่ว่ากันตามจริง คนทำหนังจำเป็นต้องทำอะไรสักอย่างอยู่แล้วเพื่อเรื่องดำเนินไปต่อได้ ข้อความสำคัญก็เลยอยู่ที่ว่ามันดูแนบเนียนแล้วก็มีเหตุผล หรือเป็นเพียงแค่การทรยศผู้ชมอย่างหน้าไม่อาย ซึ่งในกรณีของ Avengers: Endgame ก็อาจจำเป็นต้องพูดว่าคนทำหนังสามารถเอาตัวรอดไปได้อย่างลอยนวล

พิจารณาจากสถานะของการเป็นตอนในที่สุดของแฟรนไชส์ ซึ่งถูกเรียกร้องให้จำเป็นต้องทำหลายชนิดพร้อมเพียงกัน ตั้งแต่การหาทางออกให้กับปัญหาของเรื่อง การกระจายบทให้ผู้แสดงซึ่งมีจำนวนหลายชิ้นได้มีเวลาแล้วก็พื้นที่ของตน ไปจนถึงการเปิดโอกาสให้ผู้ชมได้รำ่ลาบรรดาผู้แสดงที่อุตส่าห์คลุกคลีมาร่วมสิบปี แถมด้วยในระหว่างนี้ คนทำหนังก็ยังจำเป็นต้องรอหยอดมุกตลกขบขันสลับกับการสอดแทรกมุมมองดราม่าเข้ามาเพื่อหนังมีจังหวะจะโคนขึ้นลงที่น่าติดตาม แล้วก็นั่นยังไม่ต้องกล่าวถึงฉากแอ็กชันที่เป็นหัวใจสำคัญของหนังมาตั้งแต่ต้น โดยปริยาย Avengers: Endgame เป็นหนังที่เลี่ยงสภาวะอุ้ยอ้ายแล้วก็งุ่มง่ามได้ทุกยากลำบาก

ส่วนที่น่าทึ่งก็คือ หนังสามารถจัดการกับข้อแม้แล้วก็คำเรียกร้องต่างๆที่พ่วงมาจากตอนก่อนหน้าได้อย่างเข้มข้น รัดกุม แนบเนียน แยบคาย (หรือเนื้อหาที่รุ่มร่ามนิดๆหน่อยๆก็เป็นสิ่งที่ยอมรับได้) แล้วก็ก้าวเดินไปข้างหน้าได้อย่างมั่นใจในตัวเองแล้วก็อันหนึ่งอันเดียวกัน ระยะเวลา 3 ชั่วโมงกับ 1 นาทีของหนังผ่านพ้นไปอย่างกับติดปีกโบยบิน เหนืออื่นใด นี่เป็นหนังซูเปอร์วีรบุรุษซึ่งสามารถใช้คำว่าตื้นตันตื้นตันใจ แล้วก็น่าเชื่อว่าผู้ชมจำนวนหลายชิ้นน่าจะเดินออกจากโรงหนังด้วยความรู้สึกห่วงหาอาทร